LOVE MEMORY

Friday, October 13, 2006

*-*....


Chinese Dragon Culture
Dragon cultures exit in both the Eastern and Western world. Dragons are deeply rooted in Chinese culture, so Chinese often consider themselves, 'the descendants of the dragon.' In the Western, dragons can be found in many literatures and they look significantly different from the Chinese dragon. We will focus on the Chinese dragon here.
Nobody really knows where the dragon comes from. The dragon looks like a combination of many animals, such as a reptile, a snake, an alligator, and a lizard. Or it may be just a product from the
imagination of Chinese people.
Chinese
emperors think they are the real dragons and the sons of the heaven. Thus the beds they sleep on are called the dragon beds, the throne called the dragon seat, and the emperor's ceremonial dresses called the dragon robes. Also dragons can be seen on the buildings in the imperial palace. Dragon screens are an important part of this dragon culture. The dragon is a symbol of imperial power.
Traditionally the dragons are considered as the governors of rain falls in Chinese culture. They have the power to decide where and when to have rain falls. The kings of the water dragons live in the dragon palaces under the oceans.
The dragon also plays an important part in Chinese Festivals. The
dragon dance has a long history, which was already a popular event during the Song Dynasty (960-1279 AD). The Dragon Boat Festival is almost purely dragon-related festival, which becomes popular international events now.
There are many Chinese
stories about the dragon. There is even a very famous Chinese idiom, 'Lord Ye's Love of Dragons,' which means professed love of what one really fears. Here is the story behind the idiom. Lord Ye loved dragons deeply. He had dragons everywhere and he was thinking about dragons all the time. His love of dragons moved a real dragon, so the dragon came to visit him one day. When he saw the real dragon, he was frightened to death.
For more info about dragons, check out the
Dragon Page here

Monday, September 25, 2006

*-*

>อ ย่ า รั ก . . . เ พ ร า ะ ส ง ส า ร
>>เ ข า รู้ ค ง ท ร ม า น ใ จ
>>อ ย่ า รั ก . . . เ พี ย ง คิ ด ว่ า ล อ ง ๆ ค บ ไ ป
>>แ ต่ เ ธ อ จ ง เ ชื่ อ ใ จ ใ น ตั ว เ ข า
>>อ ย่ า รั ก . . . เ พ ร า ะ เ พื่ อ น ว่ า ดี
>>เ พ ร า ะ ค น ค น นี้ อ า จ ไ ม่ ไ ด้ รั ก เ ร า
>>แ ต่ รั ก เ พ ร า ะ เ ธ อ รั ก เ ข า
>>แ ล ะ มั่ น ใ จ จ ะ ก้ า ว ไ ป ด้ ว ย กั น
>>อ ย่ า รั ก . . . เ พี ย ง คิ ด ว่ า พ อ ค บ ไ ด้
>>ถ้ า เ ข า ไ ม่ ใ ช่ ค น ที่ เ ธ อ ฝั น
>>อ ย่ า รั ก . . . เ พี ย ง แ ค่ ฆ่ า เ ว ล า ไ ป วั น ๆ
>>เ พ ร า ะ เ ธ อ กำ ลั ง ฆ่ า ค น ค น นั้ น ใ ห้ ค่ อ ย ๆ ต า ย
>>อ ย่ า รั ก ถ้ า หั ว ใ จ เ ธ อ กำ ลั ง ก ล้ำ ก ลื น
>>เ พ ร า ะ เ ธ อ ค ง ไ ม่ อ า จ ฝื น ใ ห้ ค ว า ม รั ก มี ค ว า ม สุ ข ไ ด้
>>อ ย่ า รั ก ค น ที่ ผ่ า น เ ข้ า ม า แ ล้ ว ผ่ า น ไ ป
>>แ ต่ จ ง รั ก ค น ที่ เ ธ อ ห ยุ ด เ ข า ไ ว้ ด้ ว ย รั ก
>>อ ย่ า รั ก แ ล ะ รี บ จ ะ ผู ก พั น
>>ถ้ า ค น ๆ นั้ น เ ธ อ พึ่ ง รู้ จั ก
>>อ ย่ า ป ล่ อ ย ใ จ . . . ใ ห้ รั ก ใ ค ร ง่ า ย ๆ นั ก
>>จ ง ดู ใ จ กั น สั ก พั ก ก่ อ น จ ะ เ ชื่ อ ใ จ
>>อ ย่ า รั ก . . . ใ ค ร ห ล า ย ๆ ค น
>>เ พ ร า ะ ไ ม่ มี ใ ค ร ท น เ ป็ น ร อ ง ไ ด้
>>แ ต่ รั ก ค น ที่ เ ธ อ พ ร้ อ ม จ ะ ใ ห้ เ ข า ทั้ ง หั ว ใ จ
>>แ ล ะ พ ร้ อ ม จ ะ เ คี ย ง ข้ า ง กั น ไ ป . . . ชั่ ว นิ รั น ด ร์

~*-*~.~*-*~..

La France est une République unitaire, "indivisible, laïque, démocratique et sociale" (Article Ier de la Constitution de 1958) à régime semi-présidentiel. Depuis la réforme constitutionnelle de mars 2003, sa structure est décentralisée.
Avant
1962, le Président de la République française était élu au suffrage universel indirect par un collège électoral élargi. Celui-ci était élargi pour éviter la prépondérance du pouvoir législatif sur le pouvoir exécutif qui s'était produit sous IVe République et qui avait provoqué le blocage des institutions. En novembre 1962, le président de la République a demandé par référendum qu'il soit élu au suffrage universel direct, en utilisant l'article 11 de la Constitution et non l'article 89 de celle-ci. L'article 11 permet de soumettre au référendum des lois sur les pouvoirs publics, sur l'organisation des institutions ou encore sur les traités internationaux tandis que l'article 89 permet de soumettre une révision constitutionnelle au peuple mais après l'accord du Parlement réuni en Congrés. Ce choix a entraîné le renversement du gouvernement Pompidou par une motion de censure. Cette motion de censure est la seule de la Ve République à avoir réussi.
Dans la Constitution de la Ve République, le pouvoir exécutif est renforcé au détriment du pouvoir législatif. Le président a acquis des pouvoirs propres tels que le droit de dissolution de l'Assemblée nationale (article 12 de la Constitution), le droit de soumettre au peuple un référendum (article 11 de la Constitution), le pouvoir de nommer le Premier ministre (article 8 de la Constitution) ou encore le droit de message au Parlement (article 18 de la Constitution). En ce qui concerne le gouvernement, celui-ci détermine et mène la politique de la nation. Il dispose également du pouvoir réglementaire lui permettant de faire adopter des lois. Il fixe également les 3/4 des ordres du jour à l'Assemblée nationale.
Depuis la réforme constitutionnelle de
2001, le président de la République est élu pour cinq ans au suffrage universel direct. Il nomme le Premier ministre.
Le Parlement est constitué de l'
Assemblée nationale, réunissant 577 députés, et du Sénat, comprenant actuellement 331 sénateurs (346 en 2010) élus pour six ans au suffrage indirect et renouvelé de moitié tous les trois ans (à partir de 2010). Les Français de l'étranger voient leurs intérêts défendus auprès du Parlement par l'Assemblée des Français de l'Étranger.
Voir aussi :
Liste des présidents de la République française, État unitaire.

*-*/*-*........................~

Marianne
Main article:
Marianne
Marianne is a symbol of the French Republic. She is an allegorical figure of liberty and the Republic and first appeared at the time of the French Revolution. The earliest representations of Marianne are of a woman wearing a Phrygian cap. The origins of the name Marianne are unknown, but Marie-Anne was a very common first name in the 18th century. Anti-revolutionaries of the time derisively called her La Gueuse (the Commoner).
It is believed that revolutionaries from the South of France adopted the Phrygian cap as it symbolised liberty, having been worn by freed slaves in both Greece and Rome. Mediterranean seamen and convicts manning the galleys also wore a similar type of cap.
Under the Third Republic, statues, and especially busts, of Marianne began to proliferate, particularly in town halls. She was represented in several different manners, depending on whether the aim was to emphasise her revolutionary nature or her "wisdom." Over time, the Phrygian cap was felt to be too seditious, and was replaced by a diadem or a crown. In recent times, famous French actresses are given the title of Marianne. Recent ones are
Sophie Marceau, and Laetitia Casta. She also features on everyday articles such as postage stamps and coins.

Wednesday, September 13, 2006

*-*_*-*_*-*_~*~

คนที่ต้องการ...


หนังสือเล่มหนึ่งเคยถามฉันว่า..
"คนที่เข้าใจในตัวคุณมากที่สุด คุณอยากให้เป็นประมาณไหน?"

ฉันคงตอบว่า...
"แค่รับความเลวของเราได้มากกว่าใคร
และพร้อมจะอยู่เคียงข้างเราเสมอ ก็เพียงพอแล้ว"

ทุกคนต่างมีความเลวด้วยกันทั้งนั้น
ฉันเองก็มีข้อเสียเยอะ รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง

แต่มันจะดีสักแค่ไหน ถ้ามีใครสักคนที่ "รับความเลว" ของคุณได้

บางคนคาดหวังไว้ว่าคนที่จะคบ ต้องดีอย่างนู้นอย่างนี้
คงไม่มีใครคิดไว้เลยว่าจะต้องกินเหล้า เจ้าชู้ พูดจากวนประสาท

แต่พอเจอคนนั้นจริงๆ
คนที่คิดว่า "ใช่" กลับไม่ได้เป็นเหมือนที่วาดเอาไว้

เพราะ "ความรัก" มันกำหนดไม่ได้ว่าจะให้รักคนนี้ ไม่รักคนนั้น

ที่กำหนดได้มันคือ "ความชอบ" มากกว่า

** แต่ที่สำคัญ คือ
ถ้าเค้าสามารถรับความเลวของคุณได้ด้วยเหมือนกันล่ะ มันเจ๋งขนาดไหน


แล้วคนที่คุณกำลังคบอยู่ตอนนี้ล่ะ เป็นเหมือนที่คุณวาดไว้รึปล่าว

ถ้าเป็นคุณก้อควรบอกเค้านะว่าเค้าน่ะ เป็นญ/ชในฝันของคุณเลย

แต่ถ้าไม่ใช่...
คุณก้อควรบอกให้เค้ารู้ว่า..
ไม่ว่าเค้าจะดีหรือเลว
จะต่างจากที่คุณฝันไว้แค่ไหน
แต่คุณก็ยัง "รัก" เค้า

Thursday, August 03, 2006

~*-*~++*-*?

Black Angle
นางฟ้า
ชาร์ลส์ แปร์โรต์

กาลครั้งหนึ่ง ยังมีหญิงม่ายนางหนึ่งมีบุตรสาวอยู่สองคน ลูกสาวคนหัวปีนั้นคลับคล้ายกับนางทั้งอุปนิสัยและหน้าตากระทั่งใครเห็นแล้วก็ต้องนึกถึงผู้เป็นแม่ขึ้นมาติดหมัด แม่ลูกคู่นี้นิสัยหยาบคายและเย่อหยิ่งเกินกว่าที่ใครจะทนอยู่ด้วยไหว ส่วนลูกสาวคนเล็ก ซึ่งถอดแบบผู้เป็นพ่อทั้งความอ่อนโยนและความซื่อสัตย์ กอปรกับคุณสมบัติดังกล่าว เธอจึงเป็นหนึ่งในหญิงงามล้ำที่สุดที่ผู้คนเคยได้ยลโฉมมา ด้วยว่าคนเราโดยธรรมชาตินั้นจะชื่นชอบอะไรๆที่เหมือนๆ กับตนเอง มารดาผู้นี้จึงหลงใหลคลั่งไคล้ลูกสาวคนโตอย่างสุดหัวจิตหัวใจ พร้อมๆ กันนั้นก็จงเกลียดจงชังลูกสาวคนเล็กจนเข้าไส้ นางให้เธอกินอาหารในครัวและสั่งให้ทำงานชนิดไม่ให้ลืมหูลืมตา นอกจากงานการอื่นๆแล้ว เด็กสาวน่าสมเพชคนนี้ยังต้องไปตักน้ำห่างออกไปถึงครึ่งลีก และแบกน้ำเต็มโถใบใหญ่กลับมายังบ้านวันละสองเที่ยว วันหนึ่ง ขณะที่เธออยู่ตรงน้ำพุนั่น ก็มีหญิงกระยาจกนางหนึ่งเข้ามาขอน้ำดื่ม “ได้สิจ๊ะ แม่คุณ” สาวน้อยคนสวยกล่าว และรีบล้างโถในทันใด เธอตักน้ำจากจุดที่น้ำใสที่สุดแล้วส่งให้นางโดยสองมือยังประคองโถไว้ให้นางดื่มได้สะดวกง่ายดาย เมื่อหญิงวัยกลางคนผู้นั้นดื่มน้ำเรียบร้อยแล้ว นางก็เอ่ยขึ้นว่า “เจ้าช่างงดงาม แสนดี และสัตย์ซื่อเสียจนข้าอดใจไม่ไหวที่จะให้พรเจ้าสักข้อ (เพราะว่าหญิงผู้นี้เป็นนางฟ้าที่จำแลงกายมาเป็นหญิงชาวบ้าน เพื่อดูว่าสาวน้อยผู้นี้จะซื่อสัตย์ได้สักกี่น้ำ) ข้าจะให้พรแก่เจ้าข้อนึง” นางพูดต่อ “ให้มีดอกไม้หรือไม่ก็อัญมณีล้ำค่าร่วงหล่นจากปากของเจ้ายามเจ้าเอ่ยถ้อยออกมาทุกคำ” พอหญิงสาวผู้งามงดกลับถึงบ้าน แม่ของเธอก็บ่นว่าเรื่องที่เธอกลับมาจากน้ำพุช้า “ลูกขอโทษที่กลับมาช้าขนาดนี้ค่ะ ท่านแม่” สาวน้อยผู้น่าสงสารพูด และขณะที่เธอเอ่ยถ้อยคำเหล่านั้น ก็มีดอกกุหลาบสองดอก ไข่มุกสองเม็ดและเพชรเม็ดเขื่องสองเม็ดออกมาจากปากของเธอ “อะไรกันล่ะนั่น” ผู้เป็นมารดาอุทานอย่างประหลาดใจ “มีไข่มุกกับเพชรออกมาจากปากของหล่อนนี่ มันมาจากไหนกันหรือ ลูกแม่” (นับเป็นครั้งแรกที่นางเรียกลูกสาวอย่างนั้น) เด็กน้อยผู้น่าสงสารเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่างซื่อๆ ขณะที่เล่าไป ก็มีเพชรร่วงพรูลงมาไม่ขาดสาย “จริงๆเลย” มารดาพูด “ข้าต้องให้ลูกสาวข้าไปที่นั่นบ้างแล้ว นี่ ฟองชง ดูไอ้ที่ร่วงออกมาจากปากน้องสาวเจ้าเวลาหล่อนพูดสิ ถ้าเจ้าได้พรแบบนี้บ้างก็สบายไปเลย ว่ามั้ยล่ะ ไปตักน้ำที่น้ำพุนั่น แล้วพอมีผู้หญิงจนๆมาขอน้ำเจ้าดื่ม เจ้าก็ให้ดื่มไปซื่อๆแค่เนี้ย” “ข้าอยากจะไปตายล่ะ” เด็กสาวผู้หยาบคายตอบ “ไปที่น้ำพุนั่นน่ะนะ” “ข้าต้องการให้เจ้าไป” มารดากล่าวต่อ “เดี๋ยวนี้เลย” ลูกสาวยอมไปที่นั่นแต่ปากก็บ่นงึมงำไม่หยุด หล่อนหยิบขวดเงินเล็กๆใบสวยที่สุดในบ้านไปด้วย พอไปถึงน้ำพุ หล่อนก็เห็นหญิงแต่งกายเลิศอลังการเข้ามาขอน้ำหล่อนดื่ม หญิงผู้นี้ก็คือนางฟ้าองค์เดิมที่เคยมาปรากฏกายกับน้องสาวของหล่อนนั่นเอง แต่คราวนี้จำแลงแต่งกายมาในคราบเจ้าหญิง เพื่อดูว่าความฉ้อฉลของหญิงสาวผู้นี้จะไปสิ้นสุดที่จุดไหน “ข้ามาที่นี่” หญิงสาวผู้กักขฬะและยโสพูด “เพื่อเอาน้ำให้ท่านดื่มหรือไง ใช่แล้ว ข้าเอาขวดเงินมาเพื่อใส่น้ำให้ท่านผู้หญิงดื่มโดยเฉพาะเลยนะ ของมันเห็นกันชัดเจนอย่างนี้แล้วนี่ อยากดื่มก็ดื่มไปสิ” “เจ้านี่ไม่ค่อยซื่อสัตย์เอาเสียเลย” นางฟ้าเอ่ย โดยไม่ได้โกรธเกรี้ยวหาความ “ดีล่ะ ในเมื่อเจ้านิสัยแย่ขนาดนี้ ข้าจะให้พรเจ้าแก่เจ้าหนึ่งข้อ ให้มีงูและคางคกออกมาจากปากเจ้าทุกครั้งที่เจ้าเอ่ยคำ” พอแม่เห็นหล่อน นางก็ร้องถามก่อนอื่นใดเลยว่า “เรียบร้อยดีนะลูกแม่” “เรียบร้อยดีจ้ะแม่” สาวนิสัยเสียกล่าวตอบ พร้อมกับพ่นงูสองตัวกับคางคกสองตัวออกมาจากปาก “ว้าย ตาเถร” ยายแม่ร้องลั่น “อะไรกันนั่น นี่เป็นเพราะน้องสาวเจ้าทีเดียวเชียว มันจะต้องชดใช้อย่างสาสม” ว่าแล้วนางก็วิ่งปรี่เข้าไปจะทุบตีเธอ เด็กสาวผู้อาภัพวิ่งหนีเข้าไปหลบอยู่ในป่าซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกลนัก พระโอรสของพระราชาผู้กลับจากการล่าสัตว์มาเจอเธอเข้าและทรงเห็นว่าเธอช่างงามยิ่งนัก พระองค์ตรัสถามว่าเธออยู่เพียงลำพังหรือไร และทำไมถึงร้องไห้ “โธ่ ท่านเจ้าคะ ท่านแม่ไล่ข้าออกจากบ้านเจ้าค่ะ” โอรสกษัตริย์ทอดพระเนตรเห็นไข่มุกหกเม็ดและเพชรจำนวนเท่ากันออกมาจากปากของเธอ ก็ทรงขอให้เธอเล่าถึงที่มาที่ไปของสิ่งที่เกิดขึ้น เธอเล่าเรื่องอัศจรรย์ซึ่งเกิดขึ้นกับเธอให้พระองค์ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ เจ้าชายตกหลุมรักเธอเข้าให้และเล็งเห็นว่าพรจากสรรค์เยี่ยงนี้มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดๆ ที่ใครจะเสนอเป็นสินสอดให้แก่กัน จึงทรงพาเธอไปยังปราสาทของพระบิดาและอภิเษกสมรสกับเธอที่นั่น ส่วนพี่สาวของเธอ ก็ทำตัวน่ารังเกียจเสียจนแม่ของหล่อนเองขับไล่ใสส่งออกจากบ้านนาง และหลังจากวิ่งกระเซอะกระเซิงไม่มีใครไยดี หญิงสาวผู้ประเหมาะเคราะห์ซวยก็สิ้นใจที่มุมป่าแห่งหนึ่ง

Tuesday, June 20, 2006

*-*....................



Spain reach last-16 while Ukraine and Swiss also win

Spain were pushed all the way by a surprising Tunisia outfit before sealing
a place in the last-16 on Monday with a come from behind 3-1 win in
Stuttgart while there were also boosting wins for Switzerland and Ukraine.
It took a pair of Fernando Torres goals and a crucial equaliser from Raul to
overturn a shock opener from Tunisia's Jawer Mnari who had threatened to turn
the form book on its head. However the talent and experience of Luis Aragones's side
eventually paid off to keep the Spaniard's momentum building as they now look
to the next round Earlier, after a thrashing from Spain last week Ukraine got their campaign back on track with a resounding 4-0 win over Saudi Arabia also in Group H which
means a draw against Tunisia on Friday will almost certainly send them through at their first
World Cup campaign. Also on Monday, Switzerland moved top of Group G, where last day action will decide between them France and South Korea for two places in the next round.
Ukraine, with four changes from the 4-0 mauling by Spain in their opening match, showed their attacking intent from the start and they took a 2-0 lead into half-time thanks to Andriy Rusol and Sergei Rebrov. They were quick off the blocks in the second half too as new Chelsea signing Andriy Schevchenko headed home after 46 minutes while Maksym Kalinichenko rounded off the scores in the 84th minute. Coach Oleg Blokhine had accused his players of not trying as Spain beat them 4-0 in their opening Group G tie but there will be no such claims Monday.



Monday, June 05, 2006

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จพระราชสมภพ ณ โรงพยาบาลเมานท์ ออเบิร์น เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสสาชูเซสท์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือนอ้าย ปีเถาะ จุลศักราช ๑๒๘๙ ตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๔๗๐ มีพระนามเดิมว่า พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช เป็นพระราชโอรสพระองค์เล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (พระราชโอรส ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ซึ่งภายหลังทั้งสองพระองค์ได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธย เป็นสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีพระเชษฐภคินีและพระเชษฐา คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ประสูติเมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ กับพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๘ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี
เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๑ ได้โดยเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก ซึ่งทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยม จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา เสด็จกลับประเทศไทย ประทับ ณ วังสระปทุม ต่อมาในวันที่ ๒๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๗๒ สมเด็จพระบรมราชชนกทิวงคต ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุได้ไม่ถึงสองพรรษา และเมื่อมีพระชนมายุได้ ๕ พรรษา ได้เสด็จเข้ารับการศึกษาชั้นต้น ณ โรงเรียนมาแตร์ เดอี กรุงเทพฯ จนถึงพุทธศักราช ๒๔๗๖ จึงเสด็จไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชชนนี พระเชษฐภคินีและพระเชษฐา เพื่อทรงศึกษาต่อในชั้นประถมศึกษา ในโรงเรียนเมียร์มองต์ ทรงศึกษาวิชาภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมันและภาษาอังกฤษ จากนั้นทรงเข้าศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ณ เอกอล นูแวล เดอ ลา ชืออิส โรมองต์ เมืองแชลลี ชือ โลซานน์ ทรงได้รับประกาศนียบัตรทางอักษรศาสตร์จาก ยิมนาส กลาชีค กังโดนาล แห่งเมืองโลซานน์ แล้วทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยโลซานน์ โดยทรงเลือกศึกษาในแขนงวิชาวิศวกรรมศาสตร์
ในพุทธศักราช ๒๔๗๗ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๘ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช จึงทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อพุทธศักราช ๒๔๗๘ และได้โดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งแรก ในพุทธ>ศักราช ๒๔๘๑ โดยประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เป็นการชั่วคราว แล้วเสด็จกลับไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนถึงพุทธศักราช ๒๔๘๘ จึงโดยเสด็จพระราชดำเนิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นิวัติประเทศไทยเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้ประทับ ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง
ในวันที่ ๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เสด็จสวรรคตโดยกระทันหัน ณ พระที่นั่งบรมพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช จึงเสด็จขึ้นครองราชสมบัติสืบราชสันตติวงศ์ในวันเดียวกันนั้น แต่เนื่องจากยังทรงมีพระราชภารกิจด้านการศึกษา จึงต้องทรงอำลาประชาชนชาวไทย เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง ในเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙ เพื่อทรงศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยแห่งเดิม ในครั้งนี้ ทรงเลือกศึกษาวิชากฎหมายและวิชารัฐศาสตร์ แทนวิชาวิศวกรรมศาสตร์ที่ทรงศึกษาอยู่เดิม
ระหว่างที่ประทับศึกษาอยู่ในต่างประเทศนั้น ทรงพบกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ (พระนามเดิม หม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศ ขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้านักขัตรมงคล เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๓ และในพุทธศักราช ๒๔๙๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรม มีพระนามว่าพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) และหม่อมหลวงบัว (สนิทวงศ์) กิติยากร ต่อมาทรงหมั้นกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ในพุทธศักราช ๒๔๙๓ เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ต่อมาในวันที่ ๒๘ เมษายน ปีเดียวกัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสกับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ณ พระตำหนักสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในวังสระปทุม ซึ่งในการพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์
ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามแบบอย่างโบราณราชประเพณีขึ้น ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง เฉลิมพระบรมนามาภิไธย ตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร พร้อมทั้งพระราชทานพระปฐมบรมราชโองการว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม และในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี
หลังจากเสร็จการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงรักษาสุขภาพ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตามที่คณะแพทย์ได้ถวายคำแนะนำ และระหว่างที่ประทับรักษาพระองค์อยู่นั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลพระราชธิดาพระองค์แรก คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ซึ่งประสูติ ณ โรงพยาบาลมองซัวซีส์ เมืองโลซานน์ เมื่อวันที่ ๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๔ และเมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์แรกเจริญพระชันษาได้ ๗ เดือน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร ประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จากนั้นทรงย้ายที่ประทับไปประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และที่พระที่นั่งอัมพรสถานนี้เอง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี มีพระประสูติกาลพระราชโอรสและพระราชธิดาอีกสามพระองค์ คือ
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๕
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๔๙๘
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสูติ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๐๐
ในพุทธศักราช ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชศรัทธาที่จะทรงผนวช ด้วยทรงพระราชดำริว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ที่ประชาชนของพระองค์เลื่อมใสกันอยู่เป็นจำนวนมาก ยิ่งทรงมีโอกาสคุ้นเคยกับหลักการและทางปฏิบัติของพุทธศาสนิกชน ระหว่างที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ก็ทรงมีพระราชศรัทธายิ่งขึ้น เพราะได้ประจักษ์แก่พระราชหฤทัยว่า ธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประกอบด้วยเหตุผลและสัจจธรรม แม้ผู้ใดจะวิจารณ์ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ ก็จะไม่เสื่อมถอยในความนิยมเชื่อถือ ทั้งจักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบูรพการีตามคตินิยมอีกโสตหนึ่งด้วย จึงได้เสด็จออกทรงผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ เสร็จการพระราชพิธีทรงผนวชแล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศวิหาร โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ตลอดเวลา ๑๕ วันที่ทรงผนวชอยู่ และจากการที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้อย่างเรียบร้อย เป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในปีเดียวกันนั้นเอง และในพุทธศักราช ๒๕๐๐ ทรงย้ายที่ประทับจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ไปประทับที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต จนถึงปัจจุบัน

Monday, May 22, 2006

Proverbs

What's good for the goose is good for the gander.
Every patient is a doctor after his cure.
Neither give cherries to pigs nor advice to a fool
Soft words butter no parsnips but they won't harden the heart of the cabbage either.
You'll never plow a field by turning it over in your mind.
There are finer fish in the sea than have ever been caught
A tyrone woman will never buy a rabbit without a head for fear its a cat
A windy day is not the day for thatching
The old pipe gives the sweetest smoke
Marriages are all happy its having breakfast together that causes all the trouble
A scholars ink lasts longer than a martyrs blood
Take gifts with a sigh most men give to be paid
A turkey never voted for an early Christmas
What butter and whiskey will not cure there's no cure for
The Irish forgive their great men when they are safely buried.
The longest road out is the shortest road home.
The older the fiddle the sweeter the tune
Its no use boiling your cabbage twice
There's no need to fear the wind if your haystacks are tied down.
Do not mistake a goats beard for a fine stallions tail
Drink is the curse of the land. It makes you fight with your neighbor.It makes you shoot at your landlord and it makes you miss him.
If you lie down with dogs you'll rise with fleas.
A wild goose never reared a tame gosling.
A boys best friend is his mother and there's no spancel stronger than her apron string.
There never was an old slipper but there was an old stocking to match it
Firelight will not let you read fine stories but its warm and you wont see the dust on the floor.
As the old cock crows the young cock learns.